เป็นเบาหวานแผลหายช้า และเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเข้ารับการผ่าตัด!

0
38
การรักษาบาดแผลในคนที่เป็นเบาหวานอาจเป็นเรื่องยาก ทำได้ช้า และมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดเชื้อร้ายแรง การรักษาบาดแผลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เริ่มตั้งแต่การรักษาแผลเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และควรมีการสำรวจผิวทุกวัน
การรักษาบาดแผลในคนที่เป็นเบาหวานอาจเป็นเรื่องยาก ทำได้ช้า และมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดเชื้อร้ายแรง การรักษาบาดแผลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เริ่มตั้งแต่การรักษาแผลเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และควรมีการสำรวจผิวทุกวัน

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แผลหายช้าลงได้มากที่สุด เพราะว่า

  • สารอาหารและออกซิเจน ถูกนำไปใช้ได้ลดลง
  • ประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันลดลง
  • เซลล์ในร่างกายมีการอักเสบเพิ่มขึ้น

การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากบาดแผล นอกจากจะมีปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้แผลหายช้าแล้ว เช่น อายุ โรคอ้วน ภาวะทุพโภชนาการ และ โรคหลอดเลือดตีบ หรือ เส้นเลือดฝ่อ อาจส่งผลต่อการติดเชื้อบาดแผลและการรักษาบาดแผล

ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นอกจากนี้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่เกิดจากระดับอินซูลินที่ลดลง และความต้านทานต่ออินซูลินที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อการตอบสนองของเซลล์ต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ มีผลให้การตอบสนองต่อการบาดเจ็บและการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดีนัก อย่างไรก็ตามระดับน้ำตาลในเลือดสามารถควบคุมได้

การรักษาบาดแผลในคนที่เป็นเบาหวานอาจเป็นเรื่องยาก ทำได้ช้า และมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดเชื้อร้ายแรง การรักษาบาดแผลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เริ่มตั้งแต่การรักษาแผลเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และควรมีการสำรวจผิวทุกวัน
Pic CR: ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1857239/  Harold Brem1 and Marjana Tomic-Canic

เมื่อแผลหายช้าจะเป็นอย่างไร

1. เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้เกิดการแข็งตัวของเส้นเลือดลดหลอดเลือด และ เกิดความผิดปกติต่อปลายประสาทโดยเฉพาะแขนขา ผลของการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเหล่านี้ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดแผล และ ทำให้มีภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น

2. เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจะไปทำลายเส้นประสาท (เสียแล้วเสียเลย ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้) ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากจึงไม่รู้สึกถึงแผลพุพอง การติดเชื้อ หรือ บาดแผลที่มีอยู่ แม้ว่าจะไม่มีความเจ็บปวดใดๆกับบาดแผลที่เกิดขึ้น  แต่กลับมีอันตรายมากกว่าเนื่องจากไม่มีสัญญาณเตือนให้ทราบว่าบาดแผลมีการลุกลาม แย่ลงลง หรือมีการติดเชื้อไปแล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน จึงควรที่จะตรวจสอบผิวในแต่ละวันอย่างรอบคอบ

3. เนื่องจากการลดลงของเส้นเลือด ทำให้การไหลเวียนเลือดที่บริเวณแผลลดลง มีสารอาหารลดลง เซลล์เม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่พาออกซิเจน ไม่สามารถเข้าถึงแผลและเนื้อเยื่อได้ ทำให้แผลหายช้า นอกจากนี้ยังทำให้ ประสิทธิภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาว และระบบภูมิคุ้มกันขาดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่ำลงไปด้วย จึงมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้มากขึ้น

4. ในการรักษาบาดแผลที่เป็นโรคเบาหวาน จะเกิดการอักเสบนานเกินไป และแผลอาจจะกลายเป็นแผลเรื้อรัง ทำให้ไม่หายซักที (ความสมดุลระหว่างการผลิตและการย่อยสลายคอลลาเจนจะหายไป)

การรักษาบาดแผลในคนที่เป็นเบาหวานอาจเป็นเรื่องยาก ทำได้ช้า และมีแนวโน้มที่จะเกิดการติดเชื้อร้ายแรง การรักษาบาดแผลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เริ่มตั้งแต่การรักษาแผลเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ป่วยโรคเบาหวาน และควรมีการสำรวจผิวทุกวัน

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here