การศึกษาสรรพคุณของชาใบหม่อน ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

0
1630
สรรพคุณของสมุนไพรไทย จากชาใบหม่อน และ เจี๋ยวกู่หลาน ที่นำมาทำเป็นน้ำสมุนไพร ช่วยรักษาเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดสูง
สรรพคุณของสมุนไพรไทย จากชาใบหม่อน และ เจี๋ยวกู่หลาน ที่นำมาทำเป็นน้ำสมุนไพร ช่วยรักษาเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือดสูง

เรื่อง การลดระดับน้ำตาลในเลือด(สูง)หลังรับประทานอาหาร ด้วยการดื่มชาใบหม่อน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของชาใบหม่อนในการลดระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังรับประทานอาหารในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากในอาหารทั่วไปมีคาร์โบไฮเดรตจำนวนมาก ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถคาดการณ์ระดับน้ำตาลในเลือดได้จึงนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น

วิธีการ: แบ่งผู้ป่วยเบาหวานเป็น 2 กลุ่ม

  • กลุ่มแรก ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 20 ราย ได้รับชาแบบธรรมดา (กลุ่มควบคุม) และ
  • กลุ่มที่สอง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน จำนวน 28 ราย ได้รับชาใบหม่อน (กลุ่มทดลอง)

โดยจะทำการวัด FBS (การวัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง) และ PPG (วัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากรับประทานอาหาร) โดยจะให้ดื่มชา หรือ ชาใบหม่อน 70 มล. พร้อมกับน้ำตาล 1 ช้อนชา หลังจาก 90 นาที ในผู้ป่วยทั้ง 48 ราย

ผลการศึกษา:

ในกลุ่มควบคุม

  • FBS มีค่าเท่ากับ 178.55 ± 35.61
  • PPG มีค่าเท่ากับ 287.20 ± 56.37

ในกลุ่มทดลอง

  • FBS มีค่าเท่ากับ 153.50 ± 48.10
  • PPG มีค่าเท่ากับ 210.21 ± 58.73

การเปลี่ยนแปลงระดับ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากรับประทานอาหารพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าขนาดของผลอยู่ที่ระดับมากที่สุด (1.31)

สรุป: ชาใบหม่อนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

คำสำคัญ: โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ชาใบหม่อน, ระดับน้ำตาลกลูโคส, ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงภายหลังรับประทานอาหาร, ภาวะการเผาผลาญที่ผิดปกติ

การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะต้องควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

บทนำ

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีอุบัติการณ์ที่สูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลกระทบและเป็นปัญหาทางการแพทย์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา แม้ว่าจะมีการวิจัยและพัฒนาแนวทางการรักษาอยู่มากมายก็ตาม แต่การเกิดโรคเบาหวานก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้

จากรายงานทางสถิติล่าสุดพบว่ามีประชากรประมาณ 150 ล้านคนทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวาน และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 300 ล้านคน ภายในปี ค.ศ. 2025  ซึ่งในทศวรรษที่ผ่านมามีการพัฒนาที่ทำให้เข้าใจเกี่ยวกับพยาธิวิทยาของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งมีแนวทางใหม่ในการรักษาและการจัดการ ในปัจจุบันจึงมีการใช้สมุนไพรธรรมชาติ ช่วยในการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งก็มีการศึกษาทางวิชาการมากขึ้น

โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นความผิดปกติของการเผาผลาญ ในระบบต่อมไร้ท่อ เกิดจากความไม่สมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด และความผิดปกติในการเผาผลาญอาหาร  ต่อมาจึงทำให้เกิดอนุมูลอิสระและการอักเสบเรื้อรัง

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังตามมา อาทิเช่น

  • ภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือด ได้แก่ โรคระบบประสาท โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดส่วนปลาย
  • ภาวะแทรกซ้อนในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น การเพิ่มความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นหลักการเบื้องต้นในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากมีการเกิดภาวะแทรกซ้อนในภายหลังจะทำให้การพยากรณ์โรคเกิดความยุ่งยากและมีผลเสียต่อผู้ป่วยมากขึ้น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยรวมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อน หรือช่วยชะลอภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานให้ช้าลงในระยะยาว นอกจากนี้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยังช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วย

อาการแทรกซ้อน โรคเบาหวาน
อาการแทรกซ้อน โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นกลุ่มโรคเมตาโบลิซึม (metabolic syndrome) ซึ่งเกิดจากภาวะที่มีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงเป็นเวลานานอันเป็นผลมาจากความผิดปกติในการหลั่งอินซูลินหรือความผิดปกติในการออกฤทธิ์ของอินซูลินหรือทั้งสองสาเหตุร่วมกัน ซึ่งการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานในโรคเบาหวานจะก่อให้เกิดความผิดปกติต่อโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ไต ตา เส้นประสาท หลอดเลือด และระบบหัวใจ เป็นต้น. โดยทั่วไปมักพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งสันนิษฐานว่าความอ้วนนี้เองทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินในโรคเบาหวานชนิดที่ 2.

  • เบต้า-เซลล์ จากตับอ่อน เกิดความผิดปกติในการผลิตอินซูลิน
  • impaired hepatic glucose production / ความบกพร่องของเนื้อเยื่อในการ มีตอบสนองต่ออินซูลิน

ปัจจุบันมีแนวทางการช่วยรักษา และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้หลากหลายวิธี เช่น การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การบำบัดด้วยอาหาร และการใช้สารสังเคราะห์ และการใช้สมุนไพร รวมถึงการรับประทานยา แต่อย่างไรก็ตาม ยาหลายชนิดแม้ว่ามีความจำเป็นสำหรับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ก็ส่งผลข้างเคียงต่างๆด้วย จึงทำให้ในปัจจุบันมีหลายคนให้ความสนใจในการรักษาโรคต่างๆด้วยสมุนไพร และสมุนไพรซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตในอาหาร ได้แก่ ใบหม่อน (Morus alba) โดยที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาผลของการลดระดับน้ำตาลกลูโคสด้วยชาใบหม่อน งานวิจัยนี้จึงเป็นฉบับแรกที่รายงานผลการลดลงของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หลังรับประทานอาหารด้วยชาใบหม่อน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2

เครื่องมือและวิธีการวิจัย

การศึกษานี้เป็นการติดตามผลในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับยาต้านเบาหวานชนิดรับประทาน โดยทำการคัดเลือกผู้เข้าการทดลองจากสถาบันวิจัย และวิทยาศาสตร์ทางระบบหัวใจและหลอดเลือด ศรีจายาเดวา เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย โดยจะทำการศึกษาระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร ภายหลังจากดื่มชาหม่อน 70 มล. กับน้ำตาล 1 ช้อนชา ในผู้ป่วย 48 ราย โดยการศึกษาทดลองนี้ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในคนทางแล้ว

วิธีการวิจัย

ผู้ป่วยทุกราย (48 คน) ทำการวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดจากการอดอาหาร (FBS) จากนั้นทุกคนได้รับประทานอาหารเช้าแบบมาตรฐาน โดยมีโปรตีนประมาณ 1.67 กรัม, ไขมัน 0.14 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 9.12 กรัม, แร่ธาตุ 0.21 กรัม, เส้นใย 0.09 กรัม, และพลังงาน 44.5 กิโลแคลอรี่

ต่อมาจะทำการวัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดหลังจากรับประทานอาหาร โดยแบ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ดื่ม ชา 1 ถ้วย (70 มิลลิลิตร) ชงกับน้ำร้อน และเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา และอีกกลุ่มให้ดื่ม ชาใบหม่อน 1 ถ้วย (70 มิลลิลิตร) ชงกับน้ำร้อน และเติมน้ำตาล 1 ช้อนชา หลังจากนั้น 90 นาที จึงทำการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นครั้งที่ 2 (PPG) การวิเคราะห์ได้ดำเนินการโดยเครื่อง Roche Hitachi 912

การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ

ทำการวิเคราะห์ทางสถิติเชิงปริมาณโดยข้อมูลจะแสดงเป็นค่าเฉลี่ย ± SD และข้อมูลเชิงกลุ่มจะแสดงเป็นจำนวน (ร้อยละ) ทำการทดสอบ  Student’s t-test เพื่อหาค่านัยสำคัญของพารามิเตอร์การศึกษาของข้อมูลเชิงปริมาณระหว่างการวิเคราะห์ทั้งสองกลุ่ม การทดสอบ Student’s t-test และ Chi-square ได้ดำเนินการการทดสอบ Homogeneity ของตัวอย่างโดยพิจารณาจากพารามิเตอร์ที่แตกต่างระหว่างสองกลุ่ม ระดับนัยสำคัญทางสถิติกำหนดที่ร้อยละ 5

ขนาดของผล

d = (Mean1 – Mean2)/Pooled SD

ไม่มีผล (N)                               d < 0.20

ขนาดของผลเล็กน้อย                     0.20 < d < 0.50

ขนาดของผลปานกลาง                   0.50 < d < 0.80

ขนาดของผลมาก                          0.80 < d < 1.20

ขนาดของผลมากที่สุด                    d < 1.20

ผลการศึกษา

อายุของผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้อยู่ในช่วง 30-70 ปี อายุเฉลี่ยของกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีค่าเท่ากับ 53.80 ± 11.15 และ 51.61 ± 8.59 ตามลำดับ (ตาราง 1)  มีค่า p-value เท่ากับ 0.445 กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ กลุ่มควบคุมเป็นเพศชายร้อยละ 50 และเพศหญิงร้อยละ 50 และกลุ่มทดสอบเพศชายร้อยละ 57.1 และเพศหญิงร้อยละ 42.9 มีค่า p-value เท่ากับ 0.624 (ตาราง 1)

กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง
จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ
อายุ (ปี)
30-40 3 15.0 3 10.7
41-50 4 20.0 11 39.3
51-60 8 40.0 9 32.1
61-70 5 25.0 5 17.9
รวมทั้งหมด 20 100.0 28 100.0
ค่าเฉลี่ย± ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 53.80±11.15 51.61±8.59
อายุของกลุ่มตัวอย่างมีค่า p = 0.445
เพศ
ชาย 10 50.0 16 57.1
หญิง 10 50.0 12 42.9
รวมทั้งหมด 20 100.0 28 100.0
เพศของกลุ่มตัวอย่างมีค่า p = 0.624

ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบการกระจายของอายุ

ตัวแปร กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง นัยสำคัญทางสถิติ ขนาดของผล
ระดับน้ำตาลในเลือดจากการอดอาหาร 178.55±35.61 153.50±48.10 t = 1.952; p = 0.055 0.57 (ปานกลาง)
ระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังรับประทานอาหาร 287.20±56.37 210.21±58.73 t = 4.492; p < 0.001 1.31 (มากที่สุด)

ตารางที่ 2 ระดับน้ำตาลในเลือดจากการอดอาหารและระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังรับประทานอาหารในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษา Case-control เพื่อประเมินผลของชาใบหม่อนที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารของผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 48 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง (n = 28) และกลุ่มควบคุม (n = 20) กลุ่มตัวอย่างได้รับอาหารเช้าตามมาตรฐานพร้อมกับชาที่มีน้ำตาล 1 ช้อนชา ชามาจากสารสกัดใบหม่อน (กลุ่มทดลอง) และชาดำปกติ (กลุ่มควบคุม) ระดับน้ำตาลในเลือดได้รับการตรวจวัดจากการอดอาหารและหลังจาก 90 นาทีหลังรับประทานอาหาร ระดับน้ำตาลในเลือดจากการอดอาหารในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีค่าเท่ากับ 178.55 ± 35.61 และ 153.50 ± 48.10 ตามลำดับ หลังจากรับประทานชาธรรมดาและชาใบหม่อนพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร เท่ากับ 287.20 ± 56.37 และ 210.21 ± 58.73 ตามลำดับ (ตาราง 2)

ข้อมูลชี้ชัดว่าระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร 90 นาที กลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากการอดอาหาร (FBS) และระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (PPG) นำเสนอในตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดจากการอดอาหารในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดสอบมีค่าเท่ากับ 178.55 ± 35.61 และ 153.50 ± 48.10 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานในกลุ่มทดลองมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.001) และขนาดของผลมีระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยของระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองเท่ากับ 287.20 ± 56.37 และ 210.21 ± 58.73 ตามลำดับ

ความคิดเห็น

ภาวะน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารเป็นปัจจัยที่บ่งบอกความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัย เช่น ความผิดปกติของอินซูลิน, การผลิตกลูโคสและ / หรือความผิดปกติในการรับน้ำตาลกลูโคสจากเนื้อเยื่อ (การตอบสนองต่ออินซูลิน) ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารที่สูงขึ้นยังก่อให้เกิดภาวะความไม่สมดุลของการเกิดอนุมูลอิสระ การอักเสบ และความผิดปกติของเยื่อบุผนังหลอดเลือด และนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานเรื้อรังตามมาในอนาคต โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด

มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายกลไกการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารเกี่ยวกับสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งอัลฟากลูโคซิเดสในลำไส้เล็กของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร โดยสารเหล่านี้สามารถลดการดูดซึม disaccharides และ polysaccharides จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าการดื่มชาใบหม่อน ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษา และช่วยป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังได้บ้าง

ปัจจุบันการใช้สมุนไพรได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในการรักษาโรคต่างๆ โดยล่าสุดมีการพัฒนาเกี่ยวยาสมุนไพรที่นำมาเป็นยาแผนปัจจุบันและกลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในทางการแพทย์ ส่วนในการศึกษานี้เราใช้สารสกัดจากใบหม่อน (M. alba) ในรูปแบบที่ง่ายต่อการกิน เช่น ชา ซึ่งชาเป็นเครื่องดื่มทั่วไปที่สามารถรับประทานพร้อมกับอาหาร โดยที่ชาใบหม่อนสามรถรับประทานพร้อมกับอาหาร เนื่องจากมีรสชาติเหมือนกับชาปกติทั่วไป

นอกจากนี้วิธีการรักษาแบบผสมผสานมักใช้เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยหลายรายต้องใช้วิธีการรักษามากกว่าหนึ่งวิธีเพื่อช่วยให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้

วิธีการรักษาหลักในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีขึ้น ได้แก่ การเลือกอาหารที่เหมาะสม และ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การรับประทานยา(สารสังเคราะห์)เพื่อการลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจากลำไส้นั้นมักมีผลข้างเคียงให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อและท้องร่วง อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นหลังจากรับประทานชาใบหม่อน ดังนั้น การรับประทานชาใบหม่อน จึงเป็นวิธีการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

นอกจากนี้ใบหม่อนยังมีสรรพคุณต่อสุขภาพ ช่วยต่อต้านได้หลายโรค รวมทั้งโรคมะเร็ง และโรคทางหลอดเลือด (มีการรายงานว่าเลคตินของใบหม่อนบริสุทธิ์ทำให้เกิดภาวะอะพอพโทซิส และการจับเซลล์ในมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ของมนุษย์) มีการศึกษาในหนูทดลองเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังมีรายงานของสารสกัดใบหม่อนที่สามารถช่วยในการทำงานของเยื่อบุผนังหลอดเลือด ซึ่ง ช่วยลดภาวะหลอดเลือดแข็ง โดยการลดภาวะที่มีไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด

การลดระดับน้ำตาลในเลือดของใบหม่อนได้รับการรายงานในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านี้ โดยอธิบายถึง สารสำคัญที่ช่วยยับยั้งอัลฟากลูโคซิเดส ซึ่งเป็นตัวชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรตและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยที่สารสำคัญนี้ ได้แก่ 1-deoxynojirimycin ซึ่งเป็นสารอนุพันธ์ โดยมีบทบาทสำคัญในการชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรต ด้วยการยับยั้งอัลฟากลูโคซิเดสในลำไส้ ในการศึกษานี้ยังสนับสนุนรายงานก่อนหน้านี้เกี่ยวกับประสิทธิภาพในการลดน้ำตาลกลูโคสของสารสกัดใบหม่อน และการรับประทานสารสกัดใบหม่อนนั้นไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ที่เหมือนกับยาต้านโรคเบาหวาน

หลังจากได้กล่าวถึงผลการศึกษาในการศึกษาครั้งนี้โดยมีข้อจำกัดบางประการในการศึกษา ถึงแม้ว่าเราจะแนะนำให้รับประทานชาใบหม่อนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร แต่ทั้งนี้ผลที่ได้รับอาจจะมีความแตกต่างกันระหว่างบุคคล เนื่องจากความแตกต่างของระบบการเผาผลาญของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

สรุป

เนื่องจากมีจำนวนของคนที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทั่วโลก และเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง จึงทำให้การป้องกันและรักษาต้องใช้ระยะเวลานาน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน

ผลของการศึกษาในครั้งนี้พบว่าชาใบหม่อนมีผลช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังจากรับประทานอาหารได้ โดยสารสำคัญ 1- deoxynojirimycin จะทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์อัลฟากลูโคซิเดส อย่างไรก็ตามควรมีการศึกษาต่อในอนาคต

บทความที่เกี่ยวข้อง

ชาสมุนไพรใบหม่อน เจี๋ยวกู่หลาน เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ลดเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ตราอูทากะ

ชาสมุนไพรใบหม่อน เจี๋ยวกู่หลาน เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ลดเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ตราอูทากะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here