ประโยชน์ของการออกกำลังกาย ตามแนวทางของสมาคมโรคเบาหวานอเมริกัน

0
163
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคเบาหวานย่อมดีกว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วย ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรักษามีราคาสูงมากกว่าการป้องกันโรค
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคเบาหวานย่อมดีกว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วย ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรักษามีราคาสูงมากกว่าการป้องกันโรค

โดยทั่วๆไปแล้วการจัดการระดับน้ำตาลในเลือด และ การรักษาสุขภาพโดยรวมในผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่จัดอยู่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (prediabetes)  จะมีคำแนะนำและข้อควรระวังที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของแต่ละบุคคล และสถานะสุขภาพ

การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหวจะช่วยเพิ่มการใช้พลังงาน และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังลดโรคแทรกซ้อน และปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดน้ำหนัก และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การออกกำลังกายเป็นประจำอาจป้องกัน หรือ ชะลอการดำเนินไปของโรคเบาหวานประเภท 2 ได้ และยังช่วยเพิ่มการตอบสนองของเซลล์ต่ออินซูลิน

สำหรับคำแนะนำในการออกกำลังกายก็เช่นเดียวกัน แต่ละคนก็ควรปรับให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล วันนี้เราจึงมีคำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 1, เบาหวานประเภท 2, เบาหวานขณะตั้งครรภ์และ prediabetes มาฝากกันตามนี้ครับ

รู้แล้วใช่ไหมว่าโรคเบาหวานมีหลายประเภท?

คำแนะนำการออกกำลังกายและข้อควรระวังอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของโรคเบาหวาน มาทบทวนกันก่อนว่าเบาหวานมีประเภทไหนบ้าง

โรคเบาหวานประเภทแรก คือโรคเบาหวานประเภทที่ 1 (โรคเบาหวานประเภท 1 มีประมาณ  5% -10% ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด) เบาหวานประเภทนี้เป็นผลมาจากการทำลายเซลล์ภูมิต้านทานผิดปกติของเซลล์ตับอ่อน แม้ว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศทุกวัย แต่อัตราการทำลายเซลล์จะแตกต่างกันไป และมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเด็กและวัยรุ่นมากกว่าผู้ใหญ่

โรคเบาหวานประเภท 2 (มีมากที่สุด ประมาณ 90% -95%) เป็นผลมาจากการสูญเสียการหลั่งอินซูลินอย่างต่อเนื่อง

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์โดยรู้ได้จากการตรวจคัดกรองขณะฝากครรภ์ มักเกิดขึ้นในระยะเวลา 24-28 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ในหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยเป็นเบาหวานมาก่อน

ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน (Prediabetes) จะรู้ได้จากการตรวจเลือดวินิจฉัยเมื่อระดับกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับปกติ และค่าน้ำตาลในเลือดไม่สูงพอที่จะจัดเป็นเบาหวาน บุคคลกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงในการกลายเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในอนาคต แต่อาจป้องกัน หรือชะลอได้ ด้วยการออกกำลังกายและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต 

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย และกิจกรรมทางกายภาพ

ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

การออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะเป็นการเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ และต่อเนื่องของกล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน ปั่นจักรยาน จ๊อกกิ้ง และ การว่ายน้ำ จะเป็นการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานเป็นหลัก

การออกกำลังกายแบบแอโรบิคช่วยเพิ่มความหนาแน่นของไมโทคอนเดรีย ความไวต่ออินซูลิน เอนไซม์ออกซิเดชั่น และปฏิกิริยาของหลอดเลือด การทำงานของปอด การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการเต้นของหัวใจ

แอโรบิกในระดับปานกลางถึงสูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดและการเสียชีวิตโดยรวมในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 และ 2

ในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 การฝึกแบบแอโรบิคจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบทางเดินหายใจ ลดความต้านทานต่ออินซูลิน และช่วยเพิ่มระดับไขมัน และการทำงานของเอนโดเธเลียล

ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวานประเภท 2 การฝึกแบบแอโรบิคแบบปกติจะลด A1C ไตรกลีเซอไรด์ ความดันโลหิต และการดื้อต่ออินซูลิน และถ้าฝึกออกกำลังแบบเข้มข้น (HIIT) ก็จะเพิ่มความสามารถในการออกซิเดชั่นของกล้ามเนื้อ เพิ่มความไวของอินซูลิน และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีมากขึ้นด้วย

ประโยชน์ของการฝึกความต้านทาน (ความแข็งแรง) 

การฝึกความต้านทาน (ความแข็งแรง) รวมถึงการออกกำลังกายด้วยน้ำหนัก  หรือ แถบความต้านทานแบบยืดหยุ่น การออกกำลังกายที่ยืดหยุ่นจะช่วยปรับปรุงช่วงของการเคลื่อนไหวรอบ ๆ ข้อต่อ

โรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยง ต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง  ประโยชน์ของการฝึกความต้านทานของกล้ามเนื้อจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกาย สุขภาพจิตความหนาแน่นของมวลกระดูก และความไวของอินซูลิน และยังช่วยรักษาระดับของความดันโลหิต และไขมัน ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้มีสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดที่ดี

ประโยชน์ของการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ

การออกกำลังกายที่เน้นความสมดุลจะได้รับประโยชน์ในด้านของการเดินและป้องกันการหกล้ม กิจกรรมการออกกำลังกายประเภทนี้ เช่น ไทชิ และ โยคะ เป็นต้น

การออกกำลังกายที่มีความสมดุล และมีความยืดหยุ่น จะมีความสำคัญสำหรับผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อต่อดีขึ้น อย่างไรก็ตามการฝึกโยคะ และไทชินั้น ก็ยังเป็นที่ยอมรับน้อย และยังไม่มีงานวิจัยมาสนับสนุนมากนัก

คำแนะนำเพิ่มเติมทั่วไปในการใช้ชีวิตประจำวัน

  • ลดพฤติกรรมหรือกิจกรรมเดิมๆ หรือ พฤติกรรมการอยู่ประจำที่ (นั่ง/นอน) ติดที่ หมายความว่าให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆนั่นเอง
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรลดระยะเวลาในพฤติกรรมประจำๆ เช่น หากนั่งเป็นเวลานานก็ควรลุกไปทำกิจกรรมเบา ๆ ทุก ๆ 30 นาที เพื่อให้เกิดกิจกรรมใช้พลังงาน และลดระดับน้ำตาลในเลือดลง

พฤติกรรมหรือกิจกรรมเดิมๆ มักจะมีการใช้พลังงานต่ำ (การดูทีวี นั่งทำงานที่โต๊ะ ฯลฯ ) เป็นเรื่องที่มีอิทธิพลต่อประชากรทั่วโลก ในด้านสุขภาพหัวใจ โดยที่ ระยะเวลาในการอยู่ประจำที่ สูงขึ้น สัมพันธ์กับการตายและความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here