โรคเบาหวาน สาเหตุเกิดจากอะไร และควรปฎิบัติตัวอย่างไรบ้าง

0
1159
โรคเบาหวาน มีสาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร
โรคเบาหวาน มีสาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างไร

“โรคเบาหวาน” ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หากพูดถึง “โรคเบาหวาน” แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นโรคที่มักเกิดกับคนไทยส่วนใหญ่ หลายคนคิดว่าเบาหวานเป็นเพียงโรคที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเท่านั้น แต่จริงๆแล้ว พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมและการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นภาวะเสี่ยงที่สามารถทำให้เป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน
โรคเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ น้ำตาลในที่นี้คือน้ำตาลกลูโคสที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกายนั่นเอง ร่างกายได้สร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด คือ ฮอร์โมนอินซูลิน ฮอร์โมนชนิดนี้ถูกสร้างมาจากตับอ่อนและทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่างๆเพื่อเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย
ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นเหมือนรถบรรทุก และน้ำตาลกลูโคสเป็นเหมือนก้อนพลังงาน รถบรรทุกจะต้องนำพาก้อนพลังงานนี้เข้าสู่ร่างกายที่เปรียบเสมือนโรงงาน เมื่อใดก็ตามที่เกิดความผิดปกติกับรถบรรทุกอินซูลินนี้ จะส่งผลทำให้โรงงานร่างกายไม่ได้รับพลังงาน ก้อนพลังงานกลูโคสก็ถูกทิ้งไว้ภายนอก ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือโรคเบาหวานได้

โรคเบาหวานทั่วไป ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

โรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และจะมีภาวะเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากมีบุคคลในครอบครัวที่เป็นเบาหวาน เบาหวานชนิดนี้เกิดจากการที่เซลล์ของตับอ่อนที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เซลล์นั้นมีจำนวนน้อยเกินไปในการที่จะผลิตฮอร์โมนหรืออาจแทบไม่มีเลย จึงทำให้การผลิตฮอร์โมนอินซูลินถูกทำให้ชะงักและไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ เมื่อไม่มีฮอร์โมนอินซูลินแล้ว จึงไม่มีตัวนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ ส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนใหญ่จะพบได้ในผู้ใหญ่และพบได้เยอะกว่าโรคเบาหวานประเภทที่ 1 พบว่าเซลล์ในตับอ่อนที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินยังสามารถผลิตได้อยู่ แต่ร่างกายเกิดภาวะดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลินหรืออาจเกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่น้อยเกินไป โดยปัจจัยที่เข้ามากระทบได้แก่ น้ำหนักที่เกินเกณฑ์ปกติ โรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย รวมไปถึงอายุที่มากขึ้นด้วย

การดื่มชาสมุนไพรใบหม่อน-ช่วยลดน้ำตาลในเลือด-ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่-2
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวาน

อาการของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

เมื่อเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะแสดงอาการต่างๆออกมา ดังเช่น
– หิวบ่อย เนื่องจากฮอร์โมนอินซูลินผิดปกติไปหรือไม่เพียงพอในการนำกลูโคสที่เป็นพลังงานเข้าสู่เซลล์ เซลล์จึงไม่ได้รับพลังงาน เลยกลายเป็นการกระตุ้นร่างกายให้รู้สึกว่าหิวอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่จริงๆแล้วพลังงานนั้นยังคงอยู่ในเลือดแต่ไม่ได้รับการนำพาเข้าสู่เซลล์
– ปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติ ไตที่มีหน้าที่กรองน้ำตาลส่วนเกินเข้าสู่เลือดจึงไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ เพราะในเลือดก็มีน้ำตาลสูงอยู่แล้ว จึงทำให้ต้องปล่อยน้ำตาลส่วนเกินนี้ออกมาพร้อมกับปัสสาวะ บางครั้งที่เราเห็นมดมาอยู่รอบๆปัสสาวะของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานก็เพราะน้ำตาลที่อยู่ในปัสสาวะที่กำจัดออกมานั่นเอง
– กระหายน้ำ เนื่องจากการปัสสาวะบ่อยและมีปริมาณมาก จึงทำให้ร่างกายรู้สึกขาดน้ำ จึงมีความต้องการที่จะชดเชยน้ำในส่วนที่เสียไป
– น้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติ ด้วยความที่เซลล์นั้นไม่ได้รับพลังงานในการใช้ชีวิต ร่างกายจึงนำโปรตีนและไขมันที่มีอยู่มาใช้เป็นพลังงานเพื่อทดแทน
– เหนื่อยง่าย อาการนี้ก็เป็นผลมาจากการที่เซลล์ไม่ได้รับพลังงานเช่นเดียวกัน จึงทำให้ผู้ป่วยเบาหวานจะเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติเพราะมีการใช้พลังงานที่มากกว่าการรับพลังงานเข้าสู่เซลล์ร่างกาย
– ตาพร่า บางครั้งเห็นภาพไม่ชัด เป็นอาการแสดงที่ค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากผิดปกติ จึงเกิดการคั่งอั้นของน้ำตาลที่บริเวณจอประสาทตาและเลนส์ตา หากยิ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อาจส่งผลทำให้ตาบอดได้

อาการแทรกซ้อนของผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

นอกจากอาการแสดงหลักๆของโรคเบาหวานแล้ว หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ โรคนี้ยังเป็นตัวร้ายในการนำพาภาวะแทรกซ้อนที่ไม่พึงประสงค์มาสู่ร่างกายอีกด้วย
– โรคหัวใจและหลอดเลือด
เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงมากผิดปกติ ส่งผลทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น เมื่อผนังของหลอดเลือดหนาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ช่องทางในหลอดเลือดยิ่งแคบลงและอาจทำให้เกิดการอุดตัน เลือดที่ปกติสามารถลำเลียงไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้สะดวกก็ต้องหยุดชะงัก ส่วนต่างๆก็จะไม่ได้รับเลือดตามปกติที่ต้องการ นำพาให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะสมองขาดเลือด ตามมาอีกด้วย
– โรคตา
อาจเป็นภาวะที่ทุกคนอาจเคยได้ยินบ่อยๆและพูดติดปากว่ามันก็คือ อาการเบาหวานขึ้นตา นั่นเอง แต่ก่อนที่จะรุนแรงถึงขั้นตาบอด โรคเบาหวานยังค่อยๆคืบคลานเข้ามาสร้างภาวะต่างๆทางระบบสายตาอื่นๆอีกด้วย เช่น ต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น อาการเริ่มแรกอาจปรากฏแค่อาการตาพร่ามัวธรรมดาจนผู้ป่วยอาจไม่ได้ใส่ใจ แต่ถ้าปล่อยไว้ก็อาจรุนแรงถึงขั้นตาบอดได้
– โรคทางไต
เนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น ทำให้กลไกการทำงานของระบบไตผิดปกติไป ส่งผลให้มีโปรตีนถูกกำจัดออกมาพร้อมกับน้ำตาลและปัสสาวะที่มีปริมาณมากด้วย จึงอาจะเป็นเหตุทำให้ไตวายได้
– โรคทางระบบประสาท
มักเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง ปลายประสาททั่วร่างกายจะเกิดการอักเสบ รับความรู้สึกได้ช้าลง และมักจะมีอาการชา ร่วมกับการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดี ส่งผลให้เมื่อเป็นแผลติดเชื้ออาจะเกิดการลุกลามได้ง่ายกว่าคนทั่วไป เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเบาหวานบางคนที่ไม่ดูแลตัวเองเมื่อเป็นแผลติดเชื้ออาจถึงต้องตัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง เพราะเมื่อปล่อยไว้จนเกินเยียวยา ส่วนนั้นจะติดเชื้อขั้นรุนแรง
– โรคทางช่องปากและฟัน
ความผิดปกติของการคุมระดับน้ำตาลในเลือด จะส่งผลทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆฟันและเหงือก อาจทำให้เกิดโรคทางช่องปากต่างๆตามมาได้
– โรคแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์
ในกรณีของผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ ระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้น และยิ่งถ้ามีโรคเบาหวานเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการครรภ์เป็นพิษ และอาจส่งผลไปถึงทารกที่อยู่ในครรภ์อีกด้วย

แนวทางการรักษาโรคเบาหวาน

การรักษาโรคเบาหวานในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักเป็นการใช้ยาเพื่อทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดกลับมาอยู่ในภาวะที่ปกติหรือภาวะที่ไม่เกินกว่าปกติมากเกินไป ปัจจุบันนิยมใช้ยาฉีดและยารับประทานเพื่อเพิ่มฮอร์โมนอินซูลิน หรือ ลดปริมาณการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการตอบสนองของอินซูลิน อย่างไรก็ดี ปริมาณยาที่ใช้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลและอาการ ไม่เพียงเท่านั้น แพทย์ยังเน้นย้ำให้ผู้ป่วยเบาหวานเห็นความสำคัญของการดูแลตนเองในเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสม และตรวจระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอด้วยตนเองอีกด้วย

ยาเบาหวานแผนปัจจุบัน แบ่งออกเป็นประเภทต่าง คือ ยาชนิดเม็ดรับประทาน ชนิดยาฉีดอินซูลิน และยาอินซูลินชนิดสูดพ่น

ยาเม็ดรับประทาน: แบ่งตามกลไกการออกฤทธิ์เป็น 4 ประเภท

  1. ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ(Hypoglycemic drugs): ได้แก่
    • ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas): เช่นยา อะซีโตเฮกซาไมด์ (Acetohexamide), คลอร์โพรพาไมด์ (Chlorpropamide), โทลาซาไมด์ (Tolazamide), ไกลเมพิไรด์ (Glimepiride), ไกลพิไซด์ (Glipizide), ไกลเบนคลาไมด์ (Glibenclamide) หรือ อีกชื่อคือ ไกลบูไรด์ (Glyburide)
    • ยากลุ่มที่ไม่ใช่ซัลโฟนิลยูเรีย (Non – sulfonylureas หรือ Glinides หรือ Meglitinides): เช่นยา รีพาไกลไนด์ (Repaglinide), นาทิไกลไนด์ (Nateglinide), มิทิไกลไนด์ (Mitiglinide)
  2. ยาที่ออกฤทธ์ต้านการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือด (Antihyper glycemic drugs): ได้แก่
    • ยากลุ่มไบกัวไนด์ (Biguanides): เช่นยา เมทฟอร์มิน (Metformin)ยากลุ่มไธอะโซลิดีนไดโอน (Thiazolidinediones): เช่นยา ไพโอกลิทาโซน (Pioglitazone)
    • ยากลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์อัลฟ่ากลูโคซิเดส/เอนไซม์ยับยั้งการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตในลำไส้ (Alpha – glucosidase inhibitor) เช่นยา อะคาร์โบส (Acarbose), โวกลิโบส (Voglibose), ไมกลิทอล (Miglitol)
  3. ยาในกลุ่มอินครีตินฮอร์โมน (Incretin hormones,ฮอร์โมนสร้างจากลำไส้เล็กเพื่อกระตุ้นการหลังอินซูลินเมื่อมีการบริโภคอาหาร) หรือ Incretin mimetics: ได้แก่
    • ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมน Glucagon (Glucagon-like peptide-1 receptor agonists ย่อว่า GLP-1 receptor agonist) เช่นยา เอ็กซีนาไทด์ (Exenatide)
    • ยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Dipeptidyl peptidase/เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายของน้ำตาลGlucose (Dipeptidyl peptidase-4 Inhibitor, DPP-4 Inhibitor) เช่นยา วิลดากลิปติน (Vildagliptin), ซิตากลิปติน (Sitagliptin), แซกซ่ากริปติน (Saxagliptin), ลิน่ากลิปติน (Linagliptin)
  4. ยากลุ่มใหม่ซึ่งเป็นยาออกฤทธิ์ควบคุมการดูดซึมกลับของน้ำตาลกลูโคสบริเวณท่อไต: ได้แก่
    • ยากลุ่ม Sodium – glucose Cotransporter inhibitors (SGLT2 inhibitors): เช่นยา ดาพากลิโฟลซิน (Dapagliflozin), คานากลิโฟลซิน (Canaglifloziin), เอ็มพากลิโฟลซิน (Empagliflozin)

ยาฉีดอินซูลิน (Insulin Therapy): แบ่งเป็นประเภทต่างๆตามระยะเวลาการออกฤทธิ์ ได้แก่

  1. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์ไวมาก (Rapid acting insulin หรือ Ultrashort acting insulin): เช่นยา ลิสโปร (Lispro), แอสพาร์ท (Aspart), กลูไลซีน (Glulisine)
  2. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้น (Short acting insulin หรือ Regular insulin, RI): เช่นยา แอ็คทราพิด (Actrapid®), ฮิวมูลินอาร์ (Humulin R®), เจ็นซูลินอาร์ (Gensulin R®)
  3. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นานปานกลาง (Intermediate acting insulin หรือ NPH Insulin): เช่นยา ฮิวมูลินเอ็น (Humulin N®) อินซูลาทาร์ด (Insulatard HM® ) เจ็นซูลินเอ็น (Gensulin N®)
  4. อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นาน (Long acting insulin): เช่นยา ดีทีเมียร์ (Detemir), กลาร์จีน (Glargine)

ยาอินซูลินชนิดสูดพ่น (Inhaled Insulin)

เป็นยาอินซูลินที่สังเคราะห์ให้มีโครงสร้างเช่นเดียวกับฮอร์โมนอินซูลินที่ร่างกายมนุษย์สังเคราะห์ขึ้น ใช้สูดพ่นเข้าทางปาก ได้แก่ เอ็กซูเบอร่า (Exubera®)

ชาสมุนไพรใบหม่อน เจี๋ยวกู่หลาน เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ลดเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ตราอูทากะ
ชาสมุนไพรใบหม่อน เจี๋ยวกู่หลาน เห็ดหลินจือ ชะเอมเทศ ลดเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด ตราอูทากะ

นอกจากการเลือกรับประทานยาแผนปัจจุบันแล้ว ในปัจจุบันคนไทยยังนำการรักษาแบบทางเลือกมาใช้ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย คือการใช้สมุนไพรไทย ซึ่งมีสมุนไพรหลายชนิดที่สามารถนำมาใช้ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่น มะระขี้นก ตำลึง หม่อน เจี๋ยวกู่หลาน (ปัญจขันธ์) เป็นต้น

  • มะระขี้นก ถือเป็นสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดทั่วไปและเป็นสมุนไพรที่ผ่านงานวิจัยมาแล้วว่า ผลของมะระขี้นกมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แต่ด้วยรสชาติที่ขมและรับประทานยาก จึงมักนำมะระขี้นกมารับประทานในรูปแบบต่างๆ บางคนชอบที่จะรับประทานมะระขี้นกแบบผลสด เพราะทำได้ง่าย เพียงแค่ล้างผลของมะระขี้นกให้สะอาด นำมาฝานและผ่าเอาเมล็ดออก รับประทานคู่กับน้ำพริก หรืออาจนำมะระขี้นกมาทำเป็นน้ำคั้นสมุนไพร โดยใช้มะระขี้นกประมาณ 100 กรัม ฝานบางๆและนำเมล็ดข้างในออก เข้าเครื่องปั่นแยกกาก จะได้น้ำมะระขี้นกประมาณ 40-50 มิลลิลิตร จิบรับประทานตอนเช้าและก่อนนอนได้ด้วยเช่นกัน แต่ไม่ควรรับประทานมะระขี้นกในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงต่ำกว่าปกติได้
  • ตำลึง ถือเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่พืชผักสวนครัว และหาได้ง่ายเช่นเดียวกับมะระขี้นก นอกจากนี้ยังมีรสชาติที่น่ารับประทาน สามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งการนำตำลึงมารับประทานเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดนั้นทำได้ไม่ยาก เช่น นำตำลึง 1 กำมือ หรือประมาณ 100 กรัม มาต้มในน้ำเดือด 500 มิลลิลิตร ประมาณ 3 นาที และนำน้ำตำลึงที่ได้จากการต้มใช้จิบตอนเช้าและก่อนนอน หรือนำตำลึงไปประกอบเป็นอาหาร ยกตัวอย่างเช่น แกงจืดตำลึง แกงเลียงตำลึง เป็นต้น
  • ใบหม่อน ปัจจุบัน สมุนไพรที่มีคนนิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดคงหนีไม่พ้น หม่อน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่สามารถนำมาแปรรูปเพื่อรับประทานได้ง่าย หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องชาใบหม่อน เพราะเป็นชาสมุนไพรที่เป็นที่นิยมทั้งในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานและคนทั่วไป ซึ่งใบหม่อนนี้ได้ผ่านการวิจัยในสัตว์ทดลองและการวิจัยทางคลินิกมาแล้ว ว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง จึงเป็นสาเหตุให้ใบหม่อนและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากใบหม่อนเป็นที่นิยมใช้เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดร่วมกับวิธีอื่น
  • เจี๋ยวกู่หลาน เป็นสมุนไพรจีนที่มีใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาโรค เช่น ตับอักเสบ เบาหวาน และ โรคหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้ทั้งต้นตากแห้งแล้วนำมาต้มน้ำดื่ม ตามแพทย์แผนจีนมีการใช้ส่วนเหนือดินหรือใบ สำหรับ แก้อักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ ลดความดัน บ้าบัดโรคตับอักเสบ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ทั้งต้นและรากที่เป็นยาเย็นมาใช้ในการขับพิษ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ รวมถึงมีการใช้เป็นยาแก้อักเสบ รักษาโรคตับอักเสบ กรวยไตอักเสบ กระเพาะและล้าไส้อักเสบ ลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล เป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ ชาวไทยใหญ่ ยังใช้ใบทุบพอกแก้ฝี ปัจจุบันมีรายงานฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย ได้แก่ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านอักเสบ ฤทธิ์ควบคุม ไขมัน ฤทธิ์ต้านการแบ่งตัว ฤทธิ์ปกป้องเซลล์ประสาท และฤทธิ์คลายกังวล เจียวกู่หลานถูกน้ามาทดสอบฤทธิ์ใน การรักษาโรคตับอักเสบ เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็ง อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ถึงแม้สมุนไพรจะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง แต่การรับประทานสมุนไพรที่มากเกินไปหรือไม่ถูกต้อง ก็อาจส่งผลทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ ดังนั้น จึงควรเลือกรับประทานสมุนไพรอย่างระมัดระวังและปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดำเนินชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม โรคเบาหวานยังคงถือเป็นโรคประจำตัวที่ควรได้รับการตรวจอย่างสม่ำเสมออยู่ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมพฤติกรรมการดำรงชีวิตของตนเองมากขึ้น หลายครั้งที่เรามักจะเห็นแพทย์นัดผู้ป่วยเบาหวานเพื่อมาประเมินระดับน้ำตาลทุกๆไตรมาสเดือนของปี หรือบางคนก็อาจจะครึ่งปี ในกรณีที่ระดับน้ำตาลอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงมากแล้ว อย่างไรก็ดี การมาพบแพทย์แต่ละครั้งก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเดินทาง ค่ารักษา รวมถึงค่ายา ผู้ป่วยจึงต้องแบ่งรายได้มาใช้เพื่อการรักษาตนเอง จึงอาจส่งผลให้กระทบกับค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ป่วยร่วมด้วย ที่สำคัญคือเรื่องเวลาชีวิต ผู้ป่วยเบาหวานเมื่อมีนัดมาตรวจ จึงจำเป็นที่จะต้องมาที่โรงพยาบาลแต่เช้าก่อนเวลานัด นั่งรอวัดความดันโลหิต และรอพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ ซึ่งกว่ากระบวนการทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ ก็อาจใช้เวลาถึงครึ่งวัน บางรายอาจส่งผลให้เกิดความเครียดเกี่ยวกับอาการที่ตนเองเป็น บวกกับเครียดเรื่องอื่นๆในชีวิตประจำวันด้วย ก็ส่งผลต่อระดับน้ำตาลได้เช่นเดียวกัน จึงอาจพูดได้ไม่เต็มปากว่า ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้เหมือนคนธรรมดาทั่วไปซะทีเดียว

การป้องกันโรคเบาหวานนั้น หากเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 อาจทำได้ยากเนื่องจากเป็นโรคที่ส่วนมากจะเป็นตั้งแต่เกิดหรือถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม แต่สำหรับเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นยังสามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมทั้งในเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายและการดูแลตนเอง

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่แพทย์มักเน้นย้ำเสมอกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานรวมถึงคนทั่วไป คือการดูแลตนเองด้วยการปรับพฤติกรรมการดำรงชีวิต แต่เป็นปกติของคนเราที่มักจะชินกับการใช้ชีวิตที่ตามใจตนเองมากเกินไป หรือยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตมากเกินไป ทำให้มีผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการรักษาที่เห็นผลไม่ชัด หรืออาการดีขึ้นแต่เป็นไปได้ช้า
อันที่จริงแล้วนั้น การดูแลสุขภาพและควบคุมพฤติกรรมของตนเองสำคัญกว่าการใช้ยาเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ต้องพึ่งยารักษา แต่ควบคุมได้ด้วยการออกกำลังกายและคุมอาหาร แม้การรักษาด้วยยาจะตรงกับโรคมากก็ตามที แต่การรักษาที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือการรักษาที่ผู้ป่วยให้ความร่วมมือกับแพทย์และให้ความร่วมมือกับตนเองด้วย

แนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน และ การรักษาสุขภาพ

การดูแลสุขภาพด้วยตนเองนั้น เริ่มแรกอาจเป็นไปได้ยาก จนผู้ป่วยเบาหวานบางคนท้อแท้ใจและเลิกทำไป แต่แท้จริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องควบคุมอย่างเคร่งครัดจนรู้สึกว่าเครียดหรือไม่มีความสุข ทุกสื่งทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ยาที่เราใช้รักษายังค่อยๆออกฤทธิ์ การดูแลตนเองก็ควรใช้หลักการเดียวกัน คือค่อยๆเป็นค่อยๆไป อาจเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดินช้าๆ ยืดเหยียดก่อนนอนและหลังตื่นนอน เป็นต้น หรืออาจหากิจกรรมที่น่าสนใจมาทำในเวลาว่าง นอกจากจะส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความเครียดที่มีต่อเรื่องต่างๆก็จะลดลงตามมาด้วย

ในเรื่องการรับประทานอาหารนั้น ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องลดปริมาณของน้ำตาลที่อยู่ในอาหารแทบจะทุกชนิด หลักๆเลยคือ งดอาหารจำพวกลูกอมที่มีน้ำตาลสูง ชอคโกแลต หากต้องการรับประทานหวานให้รับประทานผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยแทน เช่น แอปเปิ้ล ชมพู่ เป็นต้น
การหลีกเลี่ยงแป้งและคาร์โบไฮเดรต ถือเป็นสำคัญเช่นกันในการเลือกรับประทานอาหาร แต่เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตถือเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย จึงควรเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปมากนัก เช่น ข้าวซ้อมมือ ลูกเดือย ข้าวโพด เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับไขมันไปในด้วย โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง ขนมอบกรอบหรือทอดกรอบต่างๆ และควรหันมาเลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลาทะเล หากจำเป็นต้องปรุงอาหารที่ใช้น้ำมัน ควรเลือกใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว แทนที่จะเป็นน้ำมันหมู เพียงเท่านี้ก็จะสามารถควบคุมทั้งระดับน้ำตาลควบคู่ไปกับระดับไขมันได้แล้ว

จะเห็นได้ว่า การออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร นอกจากจะส่งผลที่ดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว ยังส่งผลดีต่อร่างกายในเรื่องอื่นๆอีกมากมาย เมื่อรู้ประโยชน์ของการดูแลตนเองขนาดนี้แล้ว จึงไม่สายเกินไปที่จะหันกลับมาดูแลตนเอง ไม่ใช่เพียงเพื่อระดับน้ำตาลเท่านั้น แต่เพื่อสุขภาพที่ดี ที่จะอยู่ติดตัวเราเองไปตลอดชีวิต

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here