อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

0
89
อาหารมีผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จึงต้องคำนึงถึงหลักการโภชนบำบัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
อาหารมีผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จึงต้องคำนึงถึงหลักการโภชนบำบัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

สิ่งที่สำคัญที่สุดในแผนการรักษาผู้ป่วยเบาหวานก็คือ “การควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหาร” เพราะอาหารมีผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การจัดอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน จึงต้องคำนึงถึงหลักการโภชนบำบัดสำหรับผู้ปวยเบาหวานเป็นหลัก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากโรคเบาหวาน ดังนั้น หลักโภชนาการ เพื่อการบำบัดและรักษาผู้ป่วยเบาหวานจึงมีหลักการดังนี้

เป็นเบาหวานกินอะไรดี

การรับประทานอาหาร มีความจำเป็นอย่างมากในการประสบความสำเร็จในการรักษา และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ตามแนวทางการใช้อาหารเพื่อประกอบการรักษาโรค หรือ ตามหลักของโภชนบำบัด นั้น หมายถึง การใช้อาหารช่วยในการรักษาโรค ด้วยการดัดแปลงหรือปรับปรุงอาหารให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ และจัดให้ถูกหลักโภชนาการ โดยมีเป้าหมายคือ การทำให้อาหารช่วยบรรเทาอาการของโรค หรือ รักษาโรค
ดังนั้น หลักการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานจึงมีดังนี้

  1. ต้องจัดอาหารให้ครบทุกมื้อในปริมาณที่เหมาสม หรือ พอดีอิ่ม เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานพอดีกับความต้องการ ต้องมามาก หรือ ไม่น้อยจนเกินไป เนื่องจากมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการทำงานของอินซูลินในการเผาผลาญพลังงานโดยตรง
  2. ลดปริมาณการรับประทานอาหารจำพวก แป้งและน้ำตาล ไขมันลงต่อวัน โดยควรลดให้ได้ทุกมื้อ
  3. ลดปริมาณการรับประทานอาหารรสจัด อาหารที่มีส่วนประกอบของเกลือทุกชนิด เพื่อป้องกันภาวะความดันโลหิตสูง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
  4. เพิ่มผักและผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 20-30 กรัมต่อวัน (ประมาณ 1 ทัพพี) เพื่อเป็นการเพิ่มกากใยให้กับร่างกาย เนื่องจากกากใยจะมีส่วนช่วยในการดูดซึมน้ำตาลในระบบทางเดินอาหาร ป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป
  5. ไม่รับประทานอาหารจุบจิบ หากรู้สึกหิวสามารถรับประทานอาหารว่างได้ระหว่างมื้อ แต่เน้น เป็นผลไม้ หรือ เครื่องดื่มธัญพืช
  6. ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มรสหวาน หรือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลทุกชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
  7. สัดส่วนในการรับประทานแต่ละมื้อ โดยแบ่งสารอาหารที่ให้พลังงาน คือ คาร์โบไฮเดรต ต่อ โปรตีน และ ไขมัน จะต้องไม่เกินสัดส่วน 2:1:1 คือ อาหารประเภทแป้งรับประทานได้ประมาณ 2 ส่วนจาก 4 ส่วน ส่วนโปรตีนและไขมัน ควรรับประทานไม่เกิน อย่างละ 1 ส่วน ยกตัวอย่างเช่น ข้าว 1 ทัพพี ต้องรับประทานเนื้อสัตว์ และ ไขมันได้ไม่เกินครึ่งทัพพี
  8. ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะน้ำหนักเกิน ควรจะลดน้ำหนัก โดยปรับพฤติกรรมการรับประทานอย่างเคร่งครัด และสามารุปรับสัดส่วนการรับประทาน คือ รับประทานให้พลังงาน ต่ออาหารไม่ให้พลังงาน ในอัตรา 2 ต่อ 1
  9. ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการ และดื่มน้ำชดเชยทุกครั้งที่ปัสสาวะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการเผาผลาญของร่างกาย ป้องกันการสูญเสียน้ำ เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานจะปัสสาวะบ่อย น้ำที่ควรดื่มต้องไม่น้อยน้ำที่สูญเสียไปในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 8 แก้วขึ้นไปต่อวัน
  10. เพิ่มอาหารประเภทถั่ว ธัญพืช ในทุกวัน และหากสามารถรับประทานข้าวกล้อง หรือ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดขาว จะช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทำได้ดีและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในถั่วและธัญพืช ข้าวกล้อง มีสารอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นในการฟื้นฟูเซลล์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ รักษาและควบคุมปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้

การปฏิบัติ 10 ข้อนี้ คือ แนวทางการบำบัดและรักษาและควบคุมภาวะระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง หรือ ต่ำเกินไป สูง และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของอินซูลินเพื่อเผาผลาญระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ดังนั้น การรักษาโรคเบาหวานในระยะแรกเริ่มที่อาการไม่รุนแรงมากนัก สามารถใช้การรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเป็นหลัก ควบคู่กับการใช้ยา หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีผู้ป่วยก็อาจไม่จำเป็นต้องรับประทานยา ยกเว้นในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เองจำเป็นต้องได้รับอินซูลินด้วยการฉีดหรือเครื่องปั้มอินซูลิน แต่ก็ต้องควบคุมอาหารเพื่อให้อินซูลินสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เกิดภาวะดื้ออินซูลินต่อไป

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here