ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเมื่อป่วยเป็นโรคเบาหวาน

0
75
เมื่อป่วยด้วยโรคเบาหวานแล้ว พฤติกรรมและวิถีชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนไป เช่น ไม่สามารถรับประทานอาหารที่ตามใจปากได้ คุณภาพการนอนหลับแย่ลง
เมื่อป่วยด้วยโรคเบาหวานแล้ว พฤติกรรมและวิถีชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนไป เช่น ไม่สามารถรับประทานอาหารที่ตามใจปากได้ คุณภาพการนอนหลับแย่ลง

ชีวิตเปลี่ยนไปเมื่อเป็นโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ป่วยแล้วป่วยเลย และหากเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคและลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน เราก็อาจจะมีโอกาสป่วยด้วยโรคเบาหวานแน่นอน และเมื่อป่วยด้วยโรคเบาหวานแล้ว พฤติกรรมและวิถีชีวิตของเราจะต้องเปลี่ยนไป เริ่มจากการรับมือกับระดับน้ำตาลในเลือดที่มีโอกาสสูงหรือต่ำได้ตลอดเวลา การรับประทานอาหารที่ตามใจปากก็จะไม่สารถทำได้เพรามีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ตลอดเวลา คุณภาพการนอนหลับแย่ลงเนื่องจากต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกอยู่บ่อยๆ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเผาผลาญระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ จึงต้องขับออกมาจากปัสสาวะแทน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากร่างกายของเราได้สูญเสียสมดุลของระบบการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดไปเป็นที่เรียบร้อย ไม่ว่าจะสูญเสียระดับใด หรือด้วยปัจจัยสาเหตุใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้ คือ เรื่องใกล้ตัวที่จะเกิดขึ้นแน่นอน หากเราไม่ป้องกันโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานกันตั้งแต่วันนี้

ผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเมื่อป่วยเป็นโรคเบาหวาน

  1. รับมือกับเข็มเจาะเลือด เริ่มจาก ท่านที่กลัวเข็ม หรือ กลัวการเจาะเลือดเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าท่านป่วย
    ด้วยโรคเบาหวานต่อไปไม่ต้องกลัวเพราะท่านจะถูกเจาะเลือดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ระดับน้ำตาลผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือดปลายนิ้ว หรือ การเจาะเลือดผ่านหลอดเลือดดำ เรียกได้ว่าแทบจะนับครั้งไม่ถ้วนถ้าท่านไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้
  2. ตื่นเช้าเพื่อไปรอตรวจในวันที่แพทย์นัด จากเดิมที่บางท่านไม่เคยต้องตื่นตี 4 เพื่อไปโรงพยาบาลตี 5 และรอพบหมอก็คงจะต้องฝึกปฏิบัติกันไว้ กว่าหมอจะออกตรวจก็ใช้เวลาเกือบ 9 โมงเช้าและยังไม่รู้ว่าในวันที่ไปตรวจตามนัดนั้น เราจะได้คิวที่เท่าไหร่ สรุปแล้วก็จะต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันในการรอตรวจ การเจาะเลือด การเอ็กซเรย์ และรอผลตรวจต่างๆ นาๆ อีกมากมายจนถึงรับยา
  3. ฝึกเข้าห้องน้ำสาธารณะให้เป็น การไปรอตรวจและรอพบแพทย์ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ โชคดีที่สุดในการตรวจวันนั้น คือการใช้เวลาตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนเสร็จสิ้นกระบวนการประมาณครึ่งวัน หรืออาจจะข้ามวัน ส่วนท่านที่ไม่อยากรอและอยากได้รับความสุขสบายก็สามารถไปใช้บริการ โรงพยาบาลเอกชนได้ แต่อาจจะต้องสำรองค่าใช้จ่ายระยะยาวเพราะโรคนี้รักษาไม่หาย ค่ายาแพงและหมดนัดบ่อยเพื่อตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
  4. ทำใจว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามแผนการรักษาของหมอ อาจต้องสูญเสียอวัยวะอย่างน้อย 1 ชิ้น ผู้ป่วยเบาหวานหลายราย มักมองว่าภาวะแทรกซ้อนเป็นเรื่องไกลตัว จึงหวังพึ่งยารักษาโรคเบาหวานเป็นหลัก ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนในที่สุดเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หรือ อวัยวะอื่นๆไปเรียบร้อยทำให้ไม่สามารถรักษาหรือฟื้นฟูให้กลับมาได้ในสภาพเดิมแล้ว รู้ตัวอีกทีก็สายเกินไป อาการนี้ต้องทำใจว่า ถ้าไม่ดูแลตนเองอนาคตอาจไตวาย หัวใจวาย หรือไม่ก็ตาบอดได้จากภาวะเส้นเลือดประสาทตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน
  5. ทำใจเผื่อมีภาวะแทรกซ้อน ต้องอยู่ในความดูแลของญาติ อย่างที่เราทราบกันดีว่า โรคเบาหวานนั้น มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในทุกระบบของร่างกาย เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินเกณฑ์ปกติจะไปมีผลต่อระบบหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบและตีบตันได้ง่าย เมื่อเกิดปัญหาที่เส้นเลือดตำแหน่งใดก็จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตำแหน่งนั้น เช่น เกิดในเส้นเลือดที่ไตก็จะทำให้ไตเสื่อมไปเรื่อยๆ จนเป็นไตวายเรื้อรังในที่สุด หากไปเกิดปัญหาที่เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจก็จะเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดจนหัวใจล้มเหลวในที่สุด ซึ่งญาติจะต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลตรวจตามนัด การนำผู้ป่วยมารักษาและพยาบาลกันไปจนตลอดชีวิต

สรุปแล้ว ไม่ต้องให้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หันมาดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัวตั้งแต่วันนี้ดีกว่า รอเป็นคนป่วยที่คุณภาพชีวิตลดลง เป็นภาระลูกหลานในวันข้างหน้า หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วันนี้ หากตรวจพบโรคเบาหวานให้รีบรักษาและปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติให้ได้ ก็สามารถทำให้ท่านที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้เช่นกัน

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here