การป้องกันโรคเบาหวาน

0
1040
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคเบาหวานย่อมดีกว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วย ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรักษามีราคาสูงมากกว่าการป้องกันโรค
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคเบาหวานย่อมดีกว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วย ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในการรักษามีราคาสูงมากกว่าการป้องกันโรค

การป้องกันโรคเบาหวาน

การปฏิบัติตัวและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน ย่อมดีกว่า การรักษาเมื่อเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือ รักษาเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคเบาหวานแล้วแน่นอน ที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคนั้น มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับการป้องกัน และบางครั้งการรักษาก็ไม่สามารถเยียวยาหรือย้อนเวลาให้สุขภาพกับมาเป็นปกติ 100% ได้เสมอไป เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดแต่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ด้วยการรู้เท่าทันโรคเบาหวานนั่นเอง ดังนั้น สำหรับผู้ที่มีประวัติทางพันธุกรรมที่บุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้วแต่ไม่ต้องการป่วยด้วยโรคเบาหวาน นั้น สามารถปฏิบัติตนเพื่อป้องกันการเป็นโรคเบาหวานได้ดังนี้

  1. การศึกษาและเรียนรู้เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานที่ถูกต้อง เรียกได้ว่า “รู้เท่าทันโรค”
    ปัจจุบันเป็นยุคข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงบริการ
    สุขภาพและข่าวสารสุขภาพด้วยตนเองผ่านสื่อและช่องทางต่างๆ ได้ตลอดเวลา ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคเบาหวานนอกจากจะสามารถศึกษาและเรียนรู้แนวทางในการป้องกันโรคและดูแลตัวเองแล้ว ควรจะเรียนรู้ประสบการณ์ตรงจากบุคคลในครอบครัวที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน เพื่อเป็นข้อคิดทั้งทางบวกและทางลบว่า การป้องกันนั้นดีกว่าการรักษาแน่นอน
  2. การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการและโภชนบำบัดการรับประทานอาหารที่ถูกหลัก “โภชนาการ” และ “โภชนบำบัด” นั้น มีความแตกต่างกันเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ยังไม่ป่วย ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือดสูง เช่น เครื่องดื่มรสหวาน อาหารที่มีน้ำตาลสูง แป้งสูง แต่ควรจะรับประทานอาหารที่มีกากใยและให้พลังงานต่ำ เช่น ผักและผลไม้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทุกวัน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด หวานจัดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดที่มีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้ตับอ่อนอักเสบได้ง่าย สำหรับผู้ที่เริ่มป่วย หรือ มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามหลัก “โภชนบำบัด” คือ การใช้อาหารรักษาโรค ได้แก่ การงดเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุดและให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว (ในกรณีที่ผู้ที่ปัสสาวะบ่อยก็ต้องเพิ่มการดื่มน้ำเพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปกับปัสสาวะ) หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทแป้ง เนื่องจากทำให้ระดับน้ำตาลสูงได้ มาเป็นรับประทานอาหารหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 4 และ 5 มากขึ้น (โปรตีน,วิตามิน และ เกลือแร่)
  3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรง ช่วยให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงานปกติ และกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
  4. การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียดหรือวิตกกังวล เพราะความเครียดอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ หากมีเวลาว่างมาก ควรหากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำจะช่วยให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความภูมิใจในตัวเอง
  5. การเข้ารับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงและการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าเรายังไม่ได้มีภาวะเสี่ยงหรืออาการของโรค หากตรวจพบก็จะได้เข้ารับการรักษาทันที ไม่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
  6. การไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง การไปพบแพทย์เป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญ เนื่องจากแพทย์จะสามารถตรวจและประเมินอาการและอาการแสดงต่างๆ ได้ละเอียดและแม่นยำตามหลักทางการแพทย์ รวมถึงการไปตรวจตามนัดจะเป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค วางแผนรักษาและติดตามสภาวะสุขภาพต่อไป

การปฏิบัติตัวง่ายๆ 6 ประการข้างต้นสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไปที่ทุกท่านสามารถปฏิบัติได้ไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญคือ ความเข้าใจและความตระหนักว่า โรคเบาหวาน เป็นเรื่องใกล้ตัวและน่ากลัวกว่าที่คิด หากเราขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้ชีวิต ก็มีสิทธิป่วยด้วยโรคเบาหวานได้เช่นกัน

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here