การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน

0
961
สิ่งแรกที่สำคัญที่สุด คือ การที่ผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลจนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเพื่อเป็นการกำหนดเป้าหมายในการรักษา
สิ่งแรกที่สำคัญที่สุด คือ การที่ผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลจนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเพื่อเป็นการกำหนดเป้าหมายในการรักษา

การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน

การรักษาโรคเบาหวานนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการตรวจพบโรคให้เร็วและทหารรักษาให้เร็วที่สุด ก่อนที่เกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบต่างๆ ของร่างกายซึ่งทำให้โอกาสที่จะกลับมาฟื้นฟูสภาพให้กลับมาเป็นปกติทำได้ยาก ดังนั้น การรักษาโรคเบาหวาน จึงเริ่มต้นจาก การตรวจคัดกรองผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ แล้วทำการวินิจฉัยโรคเพื่อยืนยัน และทำการรักษาให้เร็วที่สุด โดยมีแนวทางดังนี้

จะรู้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน

เมื่อสงสัยว่าตนเองมีอาการผิดปกติของโรคเบาหวานที่ได้กล่าวไปแล้ว คือ อาการกินจุขึ้น น้ำหนักลด เหนื่อย อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย เป็นต้น สิ่งแรกที่สำคัญที่สุด คือ การที่ผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลจนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเพื่อเป็นการกำหนดเป้าหมายในการรักษาและเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาต่อไป เจ้าหน้าที่ที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ จะทำการตรวจคัดกรองความเสี่ยง (screening test) เพื่อค้นหาผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่โดยมีเกณฑ์ที่คำนึงถึงในการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน ดังนี้

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปทุกราย
  • ผู้ที่มีอาการผิดปกติที่เป็นอาการของโรคเบาหวานและมีประวัติบุคคลในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรงป่วยด้วยโรคเบาหวาน หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น มีภาวะความดันโลหิตสูง มีระดับไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบการไหลเวียนหรือหลอดเลือดผิดปกติ จนน่าจะสงสัยได้ว่าเกิดจากโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานหรืออ้วนลงพุง
  • ผู้หญิงที่เคยมีประวัติคลอดบุตรคนแรกน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือ เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

เมื่อทำการตรวจคัดกรองแล้วสงสัยว่าจะเป็น ผู้ป่วยเบาหวานรายใหม่ แพทย์จะทำการนัด เพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยัน ซึ่งวิธีการที่ใช้กันทั่วไปสำหรับการตรวจเบาหวานก็คือการวัดระดับกลูโคสในพลาสมา (Fasting plasma glucose : FPG) หรือ การวัดความทนทานน้ำตาลกลูโคส (Oral glucose tolerance test: OGTT) ก็ได้ ผลการตรวจจะวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานเมื่อมีค่าระดับน้ำตาลในเลือด คือ

  • การวัดระดับกลูโคสในพลาสมา (Fasting plasma glucose : FPG) ตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ขึ้นไป
  • การวัดความทนทานน้ำตาลกลูโคส (โดยให้รับประทานน้ำตาลปริมาณ 75 กรัมที่ละลายในน้ำ แล้ววัดระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมงหลังจากนั้น) หากมีค่าน้ำตาลตั้งแต่ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (mg/dL) ขึ้นไปจะบ่งชี้ว่าเป็นเบาหวาน

นอกจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้ว แพทย์จะใช้อาการบ่งชี้ของโรคร่วมพิจารณาด้วย ซึ่งหากมีอาการชัดเจนสามารถตรวจระดับพลาสมากลูโคสเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มก./ดล. ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

การรักษาเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน

สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็น โรคเบาหวาน นั้น แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาตามแนวทางแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2560 โดยเริ่มจาก

  • ในกรณี ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (หรือ โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน (IDDM) และไม่มีภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันเริ่มการฉีดอินซูลินและเรียนรู้วิธีการฉีดอินซูลินด้วยตนเอง พร้อมกับการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานควรเน้นย้ำเรื่องการปรับพฤติกรรมที่เหมาะสมกับผู้ป่วยทุกรายในทุกขั้นตอนของการรักษา
  • ในกรณี ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตก่อนการให้ยาหรือพร้อมกับการเริ่มยา ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเริ่มจากโภชนบำบัด การรับประทานอาหาร การเรียนรู้โรคเบาหวานและดูแลตัวเองเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากยังไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเป้าหมายจึงจะเริ่มรักษาด้วยยา ดังนี้
    1. การรักษาด้วยยาชนิดรับประทาน ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ หรือ มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจนน่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ให้เริ่มทำการรักษาด้วยยาโรคเบาหวาน ประเภทยารับประทานก่อน ซึ่งได้แก่ ยาเมทฟอร์มิน (metformin) กลุ่มยาที่เป็นทางเลือก: Sulfonylureas หรือ Glitazones หรือ DPP-4 inhibitors เป็นต้น
    2. หากการรักษาด้วยยาเพียงชนิดเดียวยังไม่สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ให้พิจารณาใช้ยามากกว่า 3 ชนิด หรือมากกว่าร่วมกัน เช่น ใช้ยากิน 3 ชนิดร่วมกัน หรือยากิน 2 ชนิด ร่วมกับยาฉีดอินซูลิน หรือยากิน 2 ชนิดที่ไม่ใช่ DPP4-inhibitor ร่วมกับ GLP1-analog เป็นต้น

รายละเอียดการรักษา และการพิจารณาให้ยานั้น แพทย์ผู้รักษาจะทำการพิจารณาเป็นรายๆ ไป ร่วมกับ การนัดตรวจเพื่อติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยและการปฏิบัติตามแผนการรักษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาที่ตั้งไว้ และเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อน ซึ่งความสำเร็จในการรักษาโรคเบาหวานนั้น ขึ้นอยู่กับ ผู้ป่วยเป็นหลัก ที่จำเป็นต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือและกำลังใจจากครอบครัวและผู้แลเพื่อให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถจัดการสุขภาพด้วยตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here